เคยสงสัยไหมว่าทำไมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตต่างเคลมว่าใช้กระจกหน้าจอที่แข็งแกร่งที่สุด ตกไม่แตกง่าย ทนทานต่อการกระแทกได้อย่างน่าทึ่ง แต่พอใช้งานจริงไปสักพัก กลับพบรอยขนแมวและรอยข่วนเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างน่าหงุดหงิด? ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากกระบวนการทางเคมีและวิศวกรรมที่ต้องแลกมา ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องสมาร์ทโฟนของคุณจากการตกพื้นเป็นหลัก โดยต้องยอมเสียสละประสิทธิภาพในการป้องกันรอยขีดข่วนบางส่วนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในทางวิศวกรรมวัสดุ คุณสมบัติการทนต่อแรงกระแทก (Toughness) และความแข็งที่ทนต่อรอยขีดข่วน (Hardness) มักเป็นเส้นขนานกัน เมื่อผู้พัฒนา กระจกหน้าจอสมาร์ทโฟน ต้องการลดอัตราจอแตกจากการตกพื้น กระบวนการอบและแลกเปลี่ยนไอออนทางเคมีจะถูกปรับแต่งให้เนื้อกระจกมีความยืดหยุ่นและซึมซับแรงกระจายได้ดีขึ้น ซึ่งวิศวกรต้องยอมลดระดับความแข็งระดับพื้นผิวลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้กระจกเปราะจนเกินไป
ยิ่งทำให้กระจกเหนียวเพื่อไม่ให้แตกง่ายเมื่อตกพื้น พื้นผิวจะยิ่งมีโอกาสเกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายขึ้นตามหลักวิทยาศาสตร์วัสดุ
ตามมาตราความแข็งของโมห์ส (Mohs Hardness Scale) แร่ธาตุจะวัดระดับตั้งแต่ 1 ถึง 10 กระจกหน้าจอสมาร์ทโฟนทั่วไปมีความแข็งอยู่ที่ระดับประมาณ 6 ถึง 7 แม้ว่าโลหะอย่างกุญแจหรือเหรียญจะไม่สามารถทำรอยข่วนบนหน้าจอได้ง่ายนัก แต่ศัตรูตัวจริงของจอสมาร์ทโฟนกลับเป็นสิ่งที่มองข้ามได้ง่ายที่สุด นั่นคือ ละอองทรายและฝุ่น ที่ปะปนอยู่ในกระเป๋ากางเกงหรือสิ่งแวดล้อมทั่วไป ซึ่งมีส่วนประกอบของแร่ควอตซ์ (Quartz) ที่มีความแข็งสูงถึงระดับ 7
ผู้ผลิตกระจกชั้นนำยังคงวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อหาจุดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างการป้องกันการตกแตกและการลดการเกิดรอยขีดข่วน นวัตกรรมการผสมผสานวัสดุคริสตัลไลน์และกระบวนการทางเคมีรูปแบบใหม่เริ่มช่วยให้พื้นผิวทนทานต่อแร่อื่นๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่เทคโนโลยียังต้องควบคุมเรื่องความหนา น้ำหนัก และการส่องผ่านของแสงอย่างเข้มงวด การป้องกันการตกแตกก็ยังคงเป็น priority หลักที่ผู้ผลิตเลือกให้ความสำคัญมากกว่า
สมาร์ทโฟนที่คุณใช้อยู่มีรอยขนแมวบนหน้าจอบ้างไหม? คุณเลือกที่จะติดฟิล์มกันรอยเพิ่ม หรือชอบสัมผัสกระจกหน้าจอสมาร์ทโฟนแบบเปลือยๆ มากกว่ากัน มาแบ่งปันความคิดเห็นได้ในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย!









